Archive for the 'ขีด ขีด เขียน เขียน' Category

ความดีที่ไม่ถูกตีตรา

Friday, June 8th, 2007

โดย.. ไหมทะเล

…เช้าวันนี้ อากาศแจ่มใสหลังจากที่ฝนตกพรำติดๆ กันหลายวัน ลำดวนและสามีจึงพาลูกน่ารักสองคนไป เดินเล่นในสวนสาธารณะใกล้บ้าน
…เพราะ ไม่บ่อยนักที่จะได้สัมผัสแสงแดดอุ่นยามเช้า เรียกได้ว่านับครั้งได้ในรอบปี แม้ในฤดูร้อนเช่นนี้

…ลำดวนปล่อยลูกๆ วิ่งเล่นกันอย่างสนุกสนาน บนพื้นหญ้าเขียวนุ่มราวกับพรม ที่มองทีไรทำให้เธอคิดถึง ท้องทุ่งเขียวขจี เมื่อหน้านา
…ละสายตาที่คอยระแวดระวังทุกย่างก้าวของลูกน้อยทั้งสอง เมื่อเห็นว่า พ่อของลูกคอยไประวังระไวอยู่ใกล้ๆ ลำดวนจึงพอจะมองนั่นมองนี่ตามสบายได้บ้าง

…พลันก็ สะดุดตาสาวใหญ่นางหนึ่งที่กำลังนั่งทอดกายอาบแสงแดดยามเช้า อยู่บนเนินหญ้าเตี้ยๆ เนื่องจากหน้าตาดูคล้ายจะเป็นคนไทย แต่ลำดวนยังไม่แน่ใจนัก เพราะเคยสับสน มาแล้วกับสาวญี่ปุ่น หรือจีนไต้หวันเปรี้ยวๆ ที่แต่งเนื้อแต่งตัวกันเก่งๆ เป็นแฟชั่น

…สาวคนนี้ก็เช่นกัน หล่อนย้อมผมไว้ เป็นสีน้ำตาลอ่อนเหลือบทองเห็นชัดเป็นสองสี ตัดกับคิ้วดำซึ่งเป็นสีธรรมชาติเดิมอย่างชัดเจน ทั้งยัง แต่งตัวเหมือนสาวรุ่น สวมเสื้อสายเดี่ยวสีแดงสะดุดตากับกางเกงยีนส์มีราคา รูปร่างผอมเพรียวนั้นชวนมอง
…หากใบหน้าที่พยายามตกแต่งไว้ประณีตแนบเนียนนั้นก็ยังไม่อาจปิดริ้วรอยแก่กร้านของวัยที่บ่งว่า เธอน่าจะ มีอายุพ้นสามสิบห้าไปนานแล้วได้
…เมื่อสบตากัน สาวนางนั้นก็เมินมองไปทางอื่น ใบหน้าอันปราศจากรอยยิ้มเยือนแบบคนไทยอย่างที่ควรจะมี ทำให้ลำดวนเกือบปักใจเชื่อแน่ว่า หล่อนคงจะเป็นสาวเอเชียนชาติอื่นเป็นแน่แท้

…หากเมื่อ หล่อนยกโทรศัพท์เคลื่อนที่เครื่องจิ๋วขึ้นมาคุยเสียงแจ้วๆ เป็นภาษาไทยอยู่ครู่หนึ่ง ทำให้ลำดวนนึกยินดีว่า เจอคนไทยเข้าแล้ว ในเมืองเล็กๆ ชานเมืองหลวงเช่นนี้
…เมื่อได้เจอคนมาจากแผ่นดินผืนเดียวกัน เธอจึงตัดสินใจเดินเข้าไปทักทายเมื่ออีกฝ่ายพูดโทรศัพท์เสร็จแล้ว

ลำดวนยิ้มซื่อ เดินเข้าไปแนะนำตัวซื่อๆ ตามแบบฉบับของเธอ

“คุณ ๆ สวัสดี ฉันเป็นคนไทยเหมือนกัน ชื่อลำดวน”

…น้ำเสียงตื่นเต้น และเร็วรัวของลำดวน ทำให้แม่สาวหันขวับมามอง กราดสายตามองลำดวนจากหัว จรดปลายเท้า แล้วพยักหน้าช้าๆ ตอบเบาๆฟังพอได้ความว่า “…ชื่อแพนซี่”

เดี๋ยวนี้ใครๆ ก็เรียกหล่อนว่า “แพนซี่” หล่อนไม่ได้ขยายความว่า เดิมชื่อไทยหล่อนคือ แพน
…หากเมื่อ ได้สามีต่างชาติ จึงเปลี่ยนชื่อเสียงให้ฟัง “อินเตอร์” ยิ่งขึ้น ดอกแพนซี่ ฟังโก้กว่าบัวแพนเป็นไหนๆ เดี๋ยวนี้ คนในสังคม “ไฮโซฯ” ทั้งหลาย ก็มีแต่ชื่อเป็นฝรั่ง เก๋ๆ ทั้งนั้น

…ลำดวนมัวแต่ลิงโลด ที่จะได้เพื่อนใหม่ ไม่นึกสะดุดใจกับสายตาแปลกๆคู่นั้น ที่กราดมองเธอตั้งแต่ หัวจรดเท้าแต่แรก ลำดวนเป็นคนซื่อและไม่คิดซับซ้อน ก็คิดเอาเองว่าแม่สาวนั่นคงจะรู้สึกเช่นเดียวกัน คือ ยินดีที่ได้เจอคนไทยด้วยกัน หล่อนจึงถามต่อไปด้วยความตั้งใจจะประสานไมตรี

“มากับใครล่ะ เออ ชื่ออะไรอีกทีนะ แพนเหรอ ฉันน่ะมากับผัว แล้วก็ลูกสองคน โน่นแน่ะ วิ่งเล่นอยู่ทางโน้น”

*************************************

…ลำดวนเห็นหล่อนทำสีหน้าอย่างหนึ่ง คล้ายตกใจหน่อย ๆ แล้วแพนซี่ตอบเน้น ๆ

“แพนซี่ค่ะ ฉันมากับสามีและลูก”
…พร้อมกันนั้น หล่อนก็เมินมองไปทางที่ลำดวนชี้ หนุ่มผมทองตัวสูงผึ่งผาย มีลูกตัวเล็กขี่อยู่บนคอ อีกมือกำลังผลักชิงช้าให้ลูกคนโตอยู่ไปมา หูแทบไม่ได้ยินคำถามของลำดวนที่พยายามชวนคุยต่อไป

“มาอยู่นานแล้วเหรอ ฉันน่ะเพิ่งมาอยู่ได้ไม่นานหรอก ก่อนนี้ ผัวเขาทำงานอยู่เมืองไทย หมดสัญญา ผัวต้องย้ายกลับมาก็เลยหอบลูกเต้าตามกันมาหมด เฮ่อ คิดถึงบ้านนะ ที่ไหนก็ไม่สบายอย่างบ้านเรา ว่าไหม?”

…แพนซี่ ทำสีหน้านิดหนึ่งเพื่อให้รู้ว่าไม่เห็นด้วย แต่ก็ตอบไปอีกทาง
“ไม่รู้สินะ ฉันคงชินน่ะค่ะ เพราะอยู่มานาน เรียนจบที่นี่ พอคุณเกร็กเขาขอแต่งงาน ก็พอดีได้อยู่ที่นี่ ฉันชอบ ดีกว่าอยู่ เมืองไทยเป็นไหนๆ”
…แพนซี่ ยกมือที่สวมแหวนเพชรพราวขึ้นแตะผมยาวที่ซอยเซ็ทไว้เป็นทรงทันสมัย ราวกับเกรงว่าลมจะตี ให้เสียทรง

…แดดยามสายเริ่มจัด ทำให้ลำดวนต้องหยิบหมวกแก๊ปปีกกว้างของสามีขึ้นมาสวม เบี่ยงปีกหมวก ให้กันแสงแดดแยงตา
…เมื่อเห็นดังนั้น แพนซี่ก็หยิบแว่นกันแดดอันโตขึ้นมาสวม ลำดวนมองอย่างทึ่ง แว่นสีแดงสลับ ขาวแต่งกรอบด้านข้างด้วยตัวอักษรสองตัวไขว้กันไปมา มีเพชรเทียมประดับดูมีราคา จึงชมออกไปอย่างที่ใจคิด
“แหม ใส่แว่นสวย ฉันน่ะ ไม่กล้าใส่หรอก เดี๋ยวหมาไล่ฟัด”
…ว่าแล้วหล่อนก็หัวเราะฮ่าๆ นึกภาพตัวเองใส่แว่นชนิดเดียวกันว่าคงออกมาไม่เข้าท่า ลำดวนเองไม่เคยนึก กล้าใส่ของแบบนี้ จึงได้แต่ชื่นชมคนที่ใส่แล้วดูดี เพราะแม้ว่าจะเห็นว่ามันสวยดี แต่คงไม่เข้ากับบุคคลิกตัวเอง

หล่อนไม่ทันเห็นสีหน้าของแพนซี่จึงพูดจ้อต่อไป
“คุณไม่อยากกลับเมืองไทยเหรอ ฉันสิ ย้าก อยากกลับ เห็นฝรั่งที่นี่ ก็อยากจะไปเที่ยวเมืองไทยกันทั้งนั้นนะ ผัวฉันก็ยังเสียดายที่หมดสัญญาทางโน้น ที่พัทยานะ ฝรั่งยาจกบางคนเขายังเก็บเงินเก็บทองกันทั้งปี จะได้กลับไป นอนตากแดดนานๆ ที่เมืองไทยไงล่ะ”

…ลำดวนหันไปโบกมือให้ลูกสาวคนโตแล้วก็พูดต่อ เพราะคู่สนทนาออกจะเงียบกริบ
“นี่ขนาดเพิ่งมาได้ปีกว่าๆ นะ คิดอยากกลับไปเยี่ยมบ้านแล้ว อยากพาลูกไปหาตายาย แต่ก็ต้องคอยเขาน่ะ ยังไม่ว่างเลย พ่อเขาตายเมื่อปีก่อน ผัวฉันต้องกลับมารับช่วงกิจการ ยังไม่เข้าที่ดีเลย”

…แพนซี่เลิกคิ้ว สายตาแสดงความสนใจขึ้นมาทีเดียว หากได้แต่ถามด้วยเสียงเรื่อยๆ เหมือนชวนคุย
“ตายจริง เสียใจด้วยนะคะ ว่าแต่ว่าผัว อุ๊บส์ สามีคุณนี่ทำงานอะไรเอ่ย”

“แต่ก่อนเป็นวิศวกรที่แหลมฉบังไง ถึงได้ไปเจอกันที่พัทยาเพราะฉันทำงานอยู่ที่นั่น”
…ลำดวนเล่าสั้นๆ ไม่ได้ขยายความว่า สามีของหล่อนต้องไปติดต่อว่าจ้าง สำนักงานบัญชีเล็กๆ ที่เธอเป็นเจ้าของ ที่พัทยา กิจการของเธอดำเนินไปได้ด้วยดีทีเดียว เนื่องจากลำดวนและพนักงานบัญชีหลายๆ คนที่นั่น พูด ภาษาอังกฤษได้ดี จึงมีลูกค้าที่เป็นชาวต่างชาติที่เป็นเจ้าของกิจการหลาย ๆ ราย

…แพนซี่นั้นจะคิดอย่างไรเป็นอีกเรื่องหนึ่ง หล่อนเก็บความรู้สึกส่วนตัวไว้ได้อย่างแนบเนียน หากปากก็ถาม ด้วยวาจาไพเราะหู เรียกว่า ไพเราะกว่าปกติที่หล่อนพูดกับเพื่อนๆ ของหล่อนหลายเท่า ทั้งนี้ เพื่อเน้นถึงความ แตกต่างระหว่างชนชั้นของหล่อน กับลำดวนคู่สนทนา ซึ่งดูเหมือนจะมาจากพื้นเพที่ด้อยกว่าหล่อนหลายขุม

*************************************

“แล้วสามีคุณ เขากลับมาทำอะไรคะ”

“ก็กลับมารับช่วงต่องานของพ่อเขา มีบริษัทรับเหมาสร้างแฟลตสำหรับคนแก่น่ะ”
ลำดวนตอบตามจริง ไม่คิดเล็กคิดน้อยว่า คำถามนั้น ฟังดูละลาบละล้วงอยู่หน่อยๆ ด้วยความดีใจที่เจอ คนไทยด้วยกัน หล่อนจึงคุยอย่างสบายอกสบายใจต่อไป
“ฉันมาก็ไม่ค่อยจะมีเพื่อนหรอก วันๆ ทำแต่งานกับเลี้ยงลูก ก็ เหงานะ แหม วันนี้ โชคดีจริงจริ๊ง ที่ได้เจอ คนไทยด้วยกัน”

“ฉันก็พอมีคนรู้จักอยู่บ้าง ส่วนเพื่อนน่ะน้อย เพราะหาคนพูดจาภาษาเดียวกันน่ะไม่ค่อยจะมี”
…แพนซี่พูดด้วยนัยที่ชวนให้ตีความหมาย พลางหยิบขวดน้ำขึ้นมาดื่ม แล้วก็เกือบสำลักเมื่อลำดวนพาซื่อ ตอบอย่างไม่เข้าใจอะไรเลย
“ก็จริงนะ พวกไอ้ปินส์หน้าเหมือนคนไทยยังกับแกะ ฉันทักผิดก็ออกบ่อย หน้าแตกหลายหน หาคนไทยยาก ทีแรกยังคิดว่าคุณเป็นญี่ปุ่นหรืออะไร ถึงดีใจไงพอเห็นว่าเป็นคนไทย”
ลำดวนพูด พร้อมทั้งมองนาฬิกา เมื่อเห็นว่าได้เวลาอาหารกลางวันแล้ว เธอก็ส่งเสียงเรียกผู้ที่มาด้วย

“ผัวจ๋า ผัว ผัว มาทางนี้หน่อย”
…สามีของลำดวนไปอยู่เมืองไทยนานจนพูดและฟังภาษาไทยได้เยอะ ลำดวนเองอยากให้ลูกได้เรียนรู้ภาษา ไทยด้วย จึงพูดกับสามีและลูกด้วยภาษาไทยเป็นส่วนใหญ่

…ในขณะที่แพนซี่ได้ยินเข้าก็หูตาเหลือก ถามปากคอสั่น
“ตายจริง เขาไม่มีชื่อเหรอจ๊ะ ถึงได้เรียกกันแบบนั้น”
ลำดวนหัวเราะ
“อ๋อ…ชื่อแมทธิวน่ะ ก็เรียกอย่างนี้แหละ ง่ายดี เหมือนแม่สาวฝรั่งเรียกฮับบี้ หรือดาร์ลิงไง”

…แพนซี่นิ่ง แต่ทำหน้าพิพักพิพ่วนชอบกล อย่างไรก็ตาม เมื่อแมทธิวพาลูกมาถึงสาวไทยทั้งสอง ก็ได้แนะนำตัวและสนทนากับแพนซี่ต่อไปอีกครู่ใหญ่
…ก่อนจะลากัน ลำดวนกับแพนซี่ก็แลกเบอร์โทรศัพท์ไว้เพื่อติดต่อกัน ลำดวนลาจากไปอย่างนึกยินดี ที่แพนซี่ไม่ปฎิเสธไมตรีจากเธอ

…ลำดวนยิ้มกับตัวเองและหวังว่าวันหยุดอาทิตย์นี้คงจะได้พบกันอีก เพราะทั้งสองนัดกัน จะพาลูกไปเดินเล่น ที่ริมแม่น้ำ

กลางสัปดาห์ ที่ร้านกาแฟหรูหราในกรุงลอนดอน

…แพนซี่ทักเพื่อนสาวที่นั่งอ่านหนังสือคอยอยู่ที่โต๊ะอย่างเพลิดเพลิน จนกระทั่งไม่เห็นว่าหล่อนเดินมาถึงแล้ว
“ต๊ายยยยยยยย อะไรจะ “อิน” ขนาดนี้ จ๊ะ สนุกมากหรือ อ่านจนเข้าฌาน”

พลอยพิสมัยยิ้มเจื่อน ๆ ขยับปกหนังสือให้เพื่อนดู
“นิยายเรื่องใหม่น่ะ ช่วงนี้ ยายเอมิลี่กวนจัง ไม่ค่อยมีเวลาอ่านหนังสือเลย แหม เรื่องนี้ สนุ้กสนุกนะ อ่านจบ แล้วให้ยืมเอาไหม แก้วการเวก เขาแต่งดี๊ดี ไม่รู้คิดได้ไง แต่ละเรื่อง ถึงกึ๋นนัก”

…แพนซี่ทำหน้าเมื่อย หล่อนไม่เคยพิศวาทการอ่านหนังสือ
“ไม่เอาล่ะ ไม่ค่อยเอ็นจอยหนังสือ ถ้าเป็นมูฟวี่ล่ะ โอเค เธออ่านไปเถอะ ว่าแต่ว่า…”
หล่อนตีแขนเพื่อนเพื่อให้ตั้งใจฟัง

*************************************

“นี่แน่ะแม่พลอยพิสมัย เดี๊ยนมีเรื่องจะเม้าท์”
…แพนซี่เกริ่นกับเพื่อนสาวคนสนิท สาววัยดึกจีบปากจีบคอ โบกมือไปมาประกอบคำพูดที่ทำให้พลอย พิสมัยรู้ว่า คราวนี้ แพนซี่คงไปได้อะไรดีๆ มาเล่าสู่กันฟังอีกแล้ว จึงนิ่งฟังอย่างไม่ขัดคอ

“สองอาทิตย์ก่อนนะ บังเอิญ ชั้นไปเจอผู้หญิงไทยคนนึง ท่าทางสารรูปเหมือนอย่างว่าไม่ผิดเพี้ยนเลยล่ะ แถมพูดจานะ โอ๊ย อย่างกับมาจากท้องร่อง คำก็ผัว สองคำก็ผัว หยาบคายเสียไม่มีล่ะ ชั้นล่ะรับไม่ได้”

แพนซี่ยกสองมือขึ้นสั่นเร่าๆอย่างให้รู้ว่า “ทนไม่ได้” จริงๆ
“ไอ มีน… หล่อนดูโลโซ จริงๆ นะ หล่อนชื่ออะไรรู้ไหม ..ลำดวนย่ะ โอ๊ยยยย ชั้นละขำ อะไรจะเชยยยยส์ ได้สนิทสนมขนาดนั้นนน… ชั้นยังเกือบเรียก ลำไย ไปตั้งหลายรอบ”

พลอยพิสมัยกำลังงงงันว่า คำไทยแท้อย่างคำว่าผัว ไม่น่าจะถือว่าหยาบคายร้ายแรงแต่อย่างใด แต่เมื่อ เข้าเมืองตาหลิ่วแล้ว เธอก็จำต้องหลิ่วตาตาม
“ว๊าย ตายแล้ว ไปพบกันยังไงล่ะจ๊ะแม่แพนซี่ ไฮโซอย่างเธอเนี่ย ถ้าไม่เพราะโดนราหูแทรก ก็ไม่มีวันได้เจอ พวกอย่างนี้หรอกนะ ชั้นว่าเธอเข้าวัด ให้หลวงพ่อเป่ากระหม่อมเสียบ้างดีมั้ย”
…เธอรู้ดีว่าเพื่อนของเธอ มักจะพยายามทำตัวเป็นคนต่างชาติ ด้วยการพูดภาษาอื่น และเชิดใส่คนที่เธอ คิดว่าน่าจะมาจากประเทศเดียวกันอย่างไม่ไยดี โดยเฉพาะเพศหญิงเช่นเดียวกับเจ้าหล่อน หากว่าดูไม่ดี ไม่มี “คลาส” ในความรู้สึกหล่อนแล้ว แพนซี่จะไม่คบค้าสมาคมด้วยเลย และหากดูดีกว่า หรือมีดีกว่า แพนซี่ก็จะต้อง คุ้ยเขี่ยหาข้อบกพร่องของอีกฝ่ายมานินทาให้เสื่อมเสีย หรือเพียงหาความสนุกปากให้แก่ตัวเองเท่านั้นเอง เพราะเหตุนี้ จึงยากที่เจ้าหล่อนจะหาเพื่อนฝูงสนิทชิดเชื้อด้วยได้
…อย่างพลอยพิสมัยนี่ เรียกว่า ไม่มีอะไรเทียบเคียง เธอได้ และก็ไม่ได้ดูต่ำต้อยเกินไปนัก แพนซี่จึงยอมคบด้วยอย่างสนิทสนมกว่าคนอื่น ๆ ตราบใดที่พลอยพิสมัยยัง ยอมเป็นลูกไล่อยู่อย่างนี้เรื่อยไป

…ข้างพลอยพิสมัยเองก็รู้ว่า คนไทยไกลบ้านมีจำนวนน้อยนัก หล่อนจึงพยักเพยิดเออออห่อหมกไปกับเพื่อนสาวคนนี้ โดยไม่เคยวิจารณ์หล่อนตรงๆ ต่อหน้า แต่ลับหลังกับคนไทยอื่นๆ หล่อนไม่ละเว้นที่จะ “เม้าธ์” เพื่อน สาวไฮโซคนนี้อย่างเมามันเช่นกัน

“นั่นน่ะสิ ชั้นได้ยินเขาเรียกผัว ๆ นะ อู๊ยยย ขนลุกขนพอง พอถามก็บอกว่า ชื่อฝรั่งมันเรียกยาก โอ๊ยยยยยย กะอีชื่อแมทธิว มันยากเย็นตรงไหนยะ ชั้นว่านะหล่อน แม่คนนี้คงจะเป็นอีตัวเก่า ดูการแต่งเนื้อ แต่งตัวรึ ก็ส่อกำพืด พูดจาก็ห้วนๆ แห้งๆ เป็นมะนาวแล้งน้ำเชียวแหละ”
แพนซี่เบะปากนิดหนึ่ง หลังจากที่ทำท่า “ขนลุกขนพอง” ประกอบไปแล้วอย่างออกรส
“ที่สำคัญนะ แม่นั่น ให้เบอร์ติดต่อไว้ด้วย ชั้นก็เลยจำต้องยอมให้เบอร์ชั้นไป เสียไม่ได้น่ะ ผู้ดีอย่างฉัน จะต้องดูดี มีเมตตาจริงมั้ยยะ แม่พลอย”

…สิ้นคำ แพนซี่ก็แผดเสียงหัวเราะร่วนอย่างชอบอกชอบใจ บรรจงกรีดนิ้วฉาบด้วยสีแดงตุ่นหยิบถ้วยกาแฟ ขึ้นจิบ เลียนแบบผู้ดีอังกฤษในละครน้ำเน่าช่วงกลางวันได้อย่างไม่มีตกหล่น เพื่อนสาวของหล่อนขยับทำท่าลูกขุน พลอยพยัก หลังจากนั่งฟังตาปริบๆ มาหลายประโยค

*************************************

“ตายแล้วๆ อกแม่พลอยจะแตก แม่แพนซี่ เวลาคุยกันนี่ หล่อนหายใจออกเหรอยะ เป็นชั้นคงจะกลั้นหายใจ น่าดู ทำใจไม่ได้น่ะที่จะต้องใช้อากาศร่วมกับพวกอย่างว่า”

…เธอพูดเอาใจหญิงวัยดึก หากแต่นึกขำอยู่ในใจ แม่คนนี้ ต้องมีเรื่องทำนองนี้มาเล่าได้ทุกทีที่เจอกันสิน่า เจ้าหล่อนทำตาประหลับประเหลือกก่อนตอบ
“แหม ชั้นก็เบือนหน้าไปหายใจทางอื่นสิยะแม่พลอย แต่ว่าไปแม่เด็กนั่นน่ะ ตาถึงนะเธอ รู้จักหลุยส์วิตตอง ซะด้วย เสียดาย โง่ไปหน่อยที่ไม่รู้ว่าของชั้นน่ะ ก๊อปเอเอ จากตลาดการบินไทยเชียว”

“สมัยนี้น่ะ ถ้าไม่แหกกระเป๋าดู ใครจะรู้ล่ะยะแม่คุ๊ณ ท่าทางอย่างเธอเนี่ย คนเขาก็ต้องเชื่อว่าต้องหิ้วแต่ของ แท้แหละจ้า ดูแพงไปหมดทั้งเนื้อทั้งตัว”
…พลอยพิสมัยยกยอ ทั้ง ๆ ที่หล่อนรู้เบื้องลึกว่า คนไทยที่นี่วิจารณ์การแต่งตัวของแพนซี่อย่าง “เข้าไส้” ขนาดไหน บางคนถึงขนาดเรียกประชดความเป็น “ไฮโซ” ของแพนซี่ด้วยคำว่า “ชั้นสูง” ด้วยซ้ำ พลางหล่อนก็ถาม ต่อไป ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
“ว่าแต่ว่า เธอน่ะจะคบค้าสมาคมกับมันเหรอ ยี้ พวกชั้นต่ำน่ะต้องเรียกว่ามันถึงจะเหมาะ จริงไหม ? แม่สาวบ้านนา แบบยายลำดวนนี่ ถ้าไม่จวนตัวเธอไม่เสวนาให้เมื่อยปากด้วยหรอก เพราะคนระดับเธอ ต้องพูดไทย คำฝรั่งคำเท่านั้น ชิมิแคะ??”

…เพื่อความเมามันในการสนทนา พลอยพิสมัยลอยหน้าลอยตา ประโยคสุดท้ายหล่อนออกเสียง “ใช่ไหมคะ” อย่างดัดจริตหน่อยๆ ที่พวกหล่อนใช้กันเวลาที่การสนทนาออกรสออกชาติถึงขั้น แพนซี่ ชอบนักในการพูดจาแบบ ขนมใส่ไส้ ฝรั่งคำไทยคำ หากแต่ยามต้องพูดภาษาฝรั่งยาว ๆ ภาษาของหล่อนกลับแย่อย่างที่เรียกว่า โบรคเค่น อิงลิช เลยทีเดียว
“อู๊ยยยยยย…” ลากเสียงยาวอย่างให้รู้ว่าต้องฝืนใจขนาดไหน

“ชั้นก็คุยไปอย่างนั้นแหละ ชั้นเป็นคนไนซ์นี่ยะ แหมเธอ นี่แม่ลำไย เอ๊ยย ลำดวนนั่น นัดชั้นไว้ว่า จะพาลูก ไปเดินเล่นกันริมเทมส์เสียด้วยนะเนี่ย เธอคิดว่า ชั้นควรจะไปไหม พลอย ?”
…แหม ทำราวกับว่าอีกฝ่ายเป็นผู้ก่อการร้าย ยายแพนซี่ถึงต้องคิดหนักขนาดนี้ พลอยพิสมัยค่อนขอด อยู่ในใจ แต่ก็ยังอยากรู้อยากเห็น ว่าความสัมพันธ์ของแม่แพนซี่กับสาวลำดวนบ้านนาจะดำเนินไปอย่างไร เธอจึงใส่จริตในน้ำเสียง แกมประชดประชันหน่อยๆ
“อ๊าวววว…. ไหนเธอต้องวางตัวเป็นผู้ดีมีเมตตาไงล่ะยะ ลืมแล้วหรือไง”
แพนซี่พยักเพยิดวางหน้าเชิดนิดๆ อย่างไว้ตัว
“ไม่รู้ชั้นจะทนได้ไปถึงเมื่อไหร่ นี่ ที่คุยๆกัน ชั้นก็รักษามารยาทตลอดนะยะ แต่แม่คนนี้น่ะ เหลือเกินจริงๆ ชั้นเกือบเก็บจริตไม่อยู่เป็นหลายหน แต่ก็นั่นแหละเธอ คิดๆ แล้ว รู้จักกันไว้ก็ดีเหมือนกันนะ ลูกๆจะได้มีเพื่อนเล่น เผลอๆ ก็ได้ฝากลูกไว้กับมันเสียเลย ชั้น ก็จะได้มีเวลาส่วนตัว เดินช้อปปิ้งเฉิดฉายไงล่ะยะ”

…หัวเราะร่วนเป็นไข่เค็มอย่างถูกอกถูกใจในความคิดตัวเอง แล้วเจ้าหล่อนก็ทำเสียงจริงจังเมื่อเริ่มหัวข้อ ถัดไป

“อีกอย่างนะเธอ ชั้นละเซอร์ไพร้ส์จัง ผัวมันน่ะ ดูดี๊ ดูดีล่ะ รูปหล่อเชียวแหละเธอ แถม ท่าทางจะรวยน่าดู
ได้ข่าวว่าเพิ่งรับมรดกจากพ่อเป็นบริษัทรับเหมา น่าเสียดายน่ะเธอ ฝรั่งดีๆ น่ะ โดนแม่พวกอย่างว่านี่จับอยู่หมัดไป แยะเชียว น่าเสียดาย แต่ก็อย่างว่าแหละ บริษัทที่ว่าอาจจะแค่บริษัทเล็กๆ กระจอกงอกง่อยก็ได้ ใครจะรู้”

*************************************

…แพนซี่กะการณ์เข้าข้างตัวเอง ตามประสาความไม่ชอบให้ใครได้ดีกว่าตัว ในขณะที่ลูกคู่ยุส่ง

“ต๊าย ถ้าทั้งหล่อ ทั้งรวยเก๊าะ ของโปรดเธอเลยซียะ ลองดูสิหล่อน จะได้รู้ดำรู้แดงกันไปเลย ว่ารวยจริง หรือรวยเก๊ คบเอาไว้เม้าท์ก็ไม่เสียหายนี่จ๊ะ หรือเธอว่าไม่จริง ??”

แพนซี่หัวเราะเสียงแหลมอย่างถูกอกถูกใจ
“ ไม่เสียแรงคบกันมานาน รู้ใจกันทุกเรื่องเลยนะยะ แหม น่าเสียดายนะ หล่อๆ รวยๆ โง่ๆ อย่างนี้ ทำไม ชั้นไม่เจอบ้างก็ไม่รู้ ผัวชั้นนี่ แก่เป็นอะไรเชียว ถ้ามันไม่มีเงินนะ ชั้นเฉดทิ้งไปนานแล้ว”
…แพนซี่ถอนใจนิดๆ เมื่อพูดถึงสามีตัวเองอย่างลืมตัว หล่อนกลับใช้คำว่า ผัว ถนัดปากถนัดคำ ลืมไปแล้ว ที่ตัวเองเคยพูดว่า ขนลุกขนพองเมื่อได้ยินลำดวนเรียกสามีตัวเองว่า ผัว
“ แต่เอาเถอะ ถึงจะพลาดมีลูกกับมัน ชั้นก็ไม่ยี่หระหรอกนะ ถ้าเจอหนุ่มฝรั่งรูปหล่อ ร่ำรวยละชั้นเอาแน่”

“โอ๊ยยยยยยยยย หล่อนทั้งสวย ทั้งสาวอย่างน่ะ ไม่มีใครรู้หรอกน่ะ ว่าออกลูกมาแล้วถึง 2 คน”

“นี่ ยายนั่น เขาคิดว่าชั้นเป็นญี่ปุ่นละเธอ แต่แหม หล่อนมาถามอายุชั้นด้วยนะ ไร้มารยาทเสียไม่มีล่ะ ชั้นไม่ได้บอกหรอกว่าชั้นสามสิบเจ็ดแล้ว บอกไปว่ายี่สิบเก้า ฮิๆ ชั้นไม่อนุญาตให้ตัวเองแก่กว่าสามสิบหรอกจ้ะ แล้วหล่อนก็เชื่อด้วยนะ”

“วุ้ย ใครจะไม่เชื่อเธอล่ะจ๊ะ เล่นย้อมหัวปิดหงอก ซะมิดชิดด้วยไฮไลท์แถบเบ้อเร่อขนาดนั้น แต่งเนื้อ แต่งตัวอย่างเธอ เด็กวัยรุ่นทำอะไรไม่ได้เชียวละ”
…พลอยพิสมัยเหน็บเข้าให้อย่างอดไม่ได้้ ทำให้แพนซี่ส่งเสียงกรี๊ดราวกับนางงูถูกตีขนดหาง หล่อนสวนกลับ อย่างไม่ต้องคิดทีเดียว

“ว๊าย แม่พลอยนี่ เซี้ยวนะยะ มากัดกันเองแบบนี้ เดี๋ยวแพนซี่หยอกให้บ้างหรอก ว่าแต่หล่อนเถอะ จะปล่อยเนื้อปล่อยตัวไปถึงไหน ออกลูกมาตั้งนานแล้ว ยังโทรมไม่หายสักที อีกหน่อยลูกมันจะอายเพื่อนนะ เวลาเพื่อนมันล้อว่า ยายมาส่งที่โรงเรียนน่ะ ”
…นี่ เป็นโทษสมบัติอีกประการของแพนซี่ ที่ทำให้หาเพื่อนยาก เมื่อหล่อนเห็นข้อด้อยของเพื่อนฝูง หล่อนไม่เคยละเลยที่จะหยิบยกขึ้นมาวิจารณ์อย่างไม่ไว้หน้า แล้วหล่อนก็จะต่อด้วยประโยคที่ว่า

“นี่ ชั้นหวังดีหรอกนะเธอ เห็นว่าฉันเพื่อนกันถึงได้บอกกันตรงๆ แล้วนี่ ใครดูยายเอมิลี่ให้เธอล่ะ เควินเหรอ ไม่เห็นลูกเธอมานานแล้ว ตอนนี้ หน้าเหมือนใครล่ะ”
…เพื่อนสาวหน้าไม่ดีไปหน่อยหนึ่งเมื่อถูกเหน็บกลับอย่างแรง แต่หล่อนก็เสเปลี่ยนเรื่องโดยหยิบรูปลูกสาว จากกระเป๋าถือขึ้นมาส่งให้ดู
“นี่ รูปใหม่ เพิ่งถ่ายเมื่อวาน ชั้นไปรับมาจากร้านตะกี้เอง น้องเอมิลี่ครบหกเดือนไปวีคที่แล้ว”
…แพนซี่ หยิบอัลบั้มมาเปิดดูผ่านๆ อย่างให้เห็นว่าไม่ได้สนใจจริงนัก แถมยังออกปาก

“ตาย ต๊าย ตาย ยายเอมิลี่ ดูยังไงก็พิมพ์ซัวเถาเลยนะเธอ เควินเขาหหน้าตาไม่ค่อยยูโรเปี้ยนด้วยแหละนะ ดูซิดู ลูกฝรั่ง ตาตี่เป็นอะไร”

…พลอยพิสมัย เริ่มไม่พอใจที่สามีและลูกถูกวิพากษ์โดยเพื่อนปากตำแย เธอจึงตัดบทสนทนา ก่อนที่การ นินทาจะกลายเป็นการวางมวย
“ ชั้นว่า ชั้นต้องกลับแล้วล่ะ เดี๋ยวลูกผัวคอย”

*************************************

…แพนซี่ค้อนอย่างรู้เท่าทันว่าพลอยพิสมัยไม่ชอบที่หล่อนว่ากระทบลูกและสามีจึงควักค้อนวงใหญ่ พลางทำ เสียงอย่างให้รู้ว่าไม่เห็นเป็นสาระ
“แหม๊…. แตะนิดแตะหน่อยไม่ได้เลยนะยะพ่อหนุ่มเสื่อผืนหมอนใบของหล่อนน่ะ กลับก็กลับ ไว้ได้เรื่องยังไง จะคาบมาบอก”

…จบบทสนทนา แพนซี่ก็หัวเราะหยันเสียงดังทิ้งท้าย ปล่อยพลอยพิสมัยให้ตกอยู่ในอารมณ์ขุ่นมัว
…หล่อนกัด ฟัน และคิดไว้ว่า เดี๋ยวจะต้องกลับไป “เม้าธ์” ยายแพนซี่บ้างให้หายแค้นใจ นอกจากแพนซี่ หล่อนยังคบเพื่อนหญิง อีกหลายคน
…แพนซี่เองไม่คิดคบคนพวกนี้ เนื่องจากเป็นคนละชนชั้นกับหล่อน จึงไม่รู้ว่าพลอยพิสมัยเองก็สนิทสนม กับผู้หญิงกลุ่มนี้เป็นอย่างดี ถึงขนาดที่จะช่วยกันวิจารณ์แพนซี่อย่าง “สับแหลก” ไม่มีเหลือ

แล้วเพื่อนสาวสองคนเดินออกจากร้านกาแฟหรูหราแห่งนั้นไป…..

…ทั้งสองไม่ได้เฉลียวใจแม้แต่น้อย ว่าบทสนทนาที่ออกรสของเจ้าหล่อนทั้งสองนั้น มีบุคคลที่สามได้รับรู้ด้วย
…โดยเฉพาะบุคคลนั้นคือ ลำดวน ผู้ที่ถูกพาดพิงถึงนั่นเอง หล่อนได้ยินเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบทีเดียว

…วันนี้ ลำดวนออกไปช่วยงานที่บริษัทของสามีแต่เช้า ตกบ่ายหล่อนจึงออกมาแวะดื่มกาแฟร้านโปรด เมื่อได้ยินเสียงแหลมๆ ของผู้หญิงไทยที่โต๊ะใกล้ๆ ที่มีพุ่มดอกเจอราเนียมกอใหญ่บังอยู่ หล่อนจึงเยี่ยมหน้าไปมอง นิดหนึ่ง จึงเห็นแพนซี่กำลังร่ายมือร่ายไม้ เมาน้ำลายอยู่กับเพื่อนหญิง
…เมื่อแรกเห็น หล่อนคิดจะลุกไปทักทายกับแพนซี่และเพื่อนคนไทยของหล่อน หากแต่เมื่อได้ยินหัวข้อ ในการสนทนาแล้ว เธอจึงเปลี่ยนใจที่จะเข้าไปขัดจังหวะสาวทั้งสองที่กำลังคุยกันอย่างออกรส
…ในนาทีนั้นเอง หล่อนจึงเข้าใจสีหน้าแปลก ๆ ของแพนซี่ที่มักจะผุดขึ้นมาตลอดเวลาที่พูดคุยกับหล่อน ในเช้าวันนั้น

…แพนซี่ยังไม่ได้เล่าให้เพื่อนของหล่อนฟังถึงเมื่อวันก่อน ที่หล่อนเสียมารยาทอย่างแรงที่นัดแนะไว้ แต่เมื่อถึงเวลานัด หล่อนก็กลับไม่ไปตามนัดเสียเฉยๆ โดยที่ไม่ได้โทรศัพท์ไปยกเลิกนัดกับลำดวน คงจะกลัวจะเสีย ภาพพจน์ความเป็น “ผู้ดี” ของตัวนั่นเอง
…ลำดวนส่ายหัวอย่างสลดใจ หยิบสมุดบันทึกในกระเป๋าเอกสารราคาแพงออกมาเปิด กระเป๋าใบนี้ แมทธิว ซื้อให้ในวันเกิด แม้ว่าหล่อนจะไม่นึกนิยมยี่ห้อและราคาแพงลิบของมันก็ตาม แต่สามีของหล่อนบอกว่า ความดีของมันคือ ทนทาน ตกน้ำไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้อะไรทำนองนั้น หล่อนจึงรับไว้ใช้ด้วยความขอบคุณ
…หล่อนนึกขัน หน้าตาท่าทางบ้านนอกอย่างหล่อน หากคนคิดแคบฉาบฉวยอย่างแพนซี่ หรือพลอยพิสมัย เห็นก็คงลงความเห็นว่า กระเป๋าแท้ของหล่อนเป็นของปลอมอย่างแน่นอน

…หล่อนนั่งขีดเขียนในสมุดบันทึกในมืออย่างตั้งใจ โดยไม่สนใจจะเข้าไปคุยกับแพนซี่ในวันนี้ หรือในวันข้างหน้าอีกแล้ว
…หล่อนได้เรียนรู้เพียงพอแล้วว่า โดนคนต่างชาติดูถูกก็ยังไม่เจ็บปวดเท่าที่ถูกคนไทยด้วยกันเอง นี่แหละ ดูถูกเหยียดหยามกันเอง ที่สำคัญคือ ดูถูกด้วยการตัดสินจากภายนอก โดยที่ยังไม่ได้เรียนรู้ถึงเนื้อแท้ พื้นนิสัย
…เหมือนของดีมีราคาแต่ไม่มีการตีตราติดยี่ห้อ ดังนั้น คนใจแคบและฉาบฉวยจึงตัดสินเสียก่อนว่า เป็นของไม่ดี โดยที่ไม่คิดถึงจะดูถึงเนื้อใน

*************************************

…ลำดวนเติบโตมาอย่างเป็นตัวของตัวเองโดยธรรมชาติ ไม่รู้สึกเห่อเหิมในวัตถุของนอกกายตามอย่างคน อื่น ๆ ดังนั้น หล่อนจึงชินเสียแล้ว ในเมื่อคนเห่อความมั่งมีทางวัตถุในสังคมทุกวันนี้ –อย่างแพนซี่– มีอยู่มากมาย
…ในทุกสังคม ทุกหัวระแหง โดยเฉพาะคนเหล่านี้นี่เอง ที่ตีตรายกตัวเองให้ดูเป็นของแท้ ของดีมีราคา หากเมื่อพิจารณากันอย่างถ่องแท้ถึงเนื้อในแล้ว ถึงได้รู้ความจอมปลอมของคนเหล่านั้น
…หล่อนไม่ได้คิดยกตัวเองว่า เป็นคนดีกว่าแพนซี่ หากนึกสลดใจว่า คนดีๆ ในสังคมอีกหลายๆ คนที่ไม่ถูกตีตรา ก็จะถูกตัดสินจากภายนอก จากคนจอมปลอมเหล่านี้ซึ่งมีอยู่ล้นสังคม ด้วยเหตุเดียวกัน

…ลำดวนยิ้มกับตัวเอง คาเฟ่หรูบรรยากาศดีๆนี้ มักจะสร้างบรรยากาศและก่อให้เกิดความคิดดีๆ ในการทำงานเสมอ ลำดวนชอบอ่านหนังสือ นอกจากนั้นยังชอบสัมผัสสันดานมนุษย์อย่างใกล้ชิดเป็นงานอดิเรก และยังสามารถนำไปใช้้เป็นข้อมูลสำหรับงานเขียนที่เธอรักอีกด้วย…

หากพลอยพิสมัยคอยอีกสักหน่อย คงจะได้ทราบด้วยตัวเองว่า “แก้วการเวก” นักเขียนคนโปรดของหล่อน หาข้อมูลในการเขียนหนังสือมาจากไหน

~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~~

ตีพิมพ์ใน นิตยสารบุษบา ฉบับที่ 17 ประจำเดือน มกราคม -มีนาคม 2549 ของสมาคมสตรีไทยในฝรั่งเศส

ขอขอบพระคุณพี่พร้าว ที่ทั้งขัดทั้งเกลา และพี่ๆ เพื่อนๆท่านอื่น ที่เป็นกำลังใจให้หนูเสมอมา

และ ขอขอบคุณเป็นพิเศษสำหรับใครบางคน ที่ทำให้หนูมีพล็อตเขียนเรื่องสั้นนะคะ..